Category Archives: ธุรกิจญี่ปุ่น

ไทยจัดงานเชิญตัวแทนญี่ปุ่นในเรื่องของการพัฒนาเขตอุตสาหกรรม

Posted on by 0 comment

ณ พื้นที่ริมชายฝั่งทางตะวันออกไกลจากกรุงเทพนั้นเป็นที่ตั้งสำคัญของเขตอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศนี้ เพราะที่นี้ประกอบด้วยแหล่งโรงงานญี่ปุ่นนับร้อยๆ โรงงานที่มาเปิดกิจการกัน ณ ที่แห่งนี้ร่วมกัน ซึ่งหลักๆ ก็คืออุตสาหกรรมรถและชิ้นยนต์ต่างๆ ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นฐานสำคัญในการผลิตหลักในประเทศเอเซียตะวันออกนี้

ในฐานะครบรอบความสัมพันธ์ทางการฑูตระหว่างทั้งสองประเทศครบรอบ 130 ปีเมื่อวันอังคารที่มา ทางรัฐบาลไทยเชื้อเชิญเหล่าบรรดานักลงทุนชาวญี่ปุ่นมาทราบถึงแผนร่วมลงทุนที่จะเปลื่ยนให้พื้นที่เขตอุตสาหกรรมเขตที่ว่านี้พัฒนาขึ้นใหม่เป็นเขตศูนย์กลางไฮเทคของภูมิภาคนี้ด้วยกัน

ในระหว่างต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมานี้ ทางรัฐบาลไทยได้เชื้อเชิญรัฐมนตรีกระทรวงเศษรฐกิจ อุตสาหกรรมและการส่งออกของญี่ปุ่น ท่านฮิโรชิเกะ เซโก(Hiroshige Seko) พร้อมด้วยคณะตัวแทนทั้งภาครัฐและเอกชน จำนวนกว่า 570 คน มาดูงานดังกล่าวที่ประเทศไทยจัดขึ้นเป็นเจ้าภาพนี้เป็นเวลาสามวันเพื่อโปรโมตโอกาศการลงทุนใหม่ๆ ณ ประเทศแห่งนี้

ซึ่งประเทศไทยได้รับหน้าที่เป็นตัวแทนของเหล่าชาติสมาชิกในอาเซียนในเรื่องการเป็นตัวแทนการเจรจาต่อรองธุรกิจต่างๆ ที่ตอนนี้ดูเหมือนประเทศในแถบนี้จะได้รับผลกระทบจากการเติมโตของลงทุนต่างๆ ของประเทศจีนที่เริ่มมีบทบาทมากยิ่งขึ้น ซึ่งเหล่าผู้แทนคณะชาวญี่ปุ่นก็ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากทางเจ้าภาพงานนี้

ด้วยกันนั้นเหล่าตัวแทนคณะชาวญี่ปุ่นเหล่านี้ ได้มีโอกาศพบนายกรัฐมนตรีของไทย พลเอกประยุทธ์ จันโอชา ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีของไทยได้เชื้อเชิญเหล่าผู้แทนได้ทราบถึงนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยใหม่อย่าง “ไทยแลนด์ 4.0” ที่จะตรอกย้ำให้ต่างชาติได้เห็นศักยภาพของการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศนี้ได้อย่างแข็งแรง มั่นคง ชัดเจน และเชื้อมั่นได้มากขึ้น

โดยจุดมุ่งหมายของการเปลื่ยนแปลงนี้คือ การเปลื่ยนแปลงพื้นฐานการผลิตภาคเกษตรกรรมของไทย ให้เน้นเปลื่ยนเป็นการผลิตให้เป็นด้านอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชั้นสูงให้มากยิ่งขึ้น

โดยการเปลื่ยนแปลงที่ว่านี้ทางรัฐบาลไทยเตรียมความพร้อมกับแผนดั่งกล่าวด้วยการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งใหม่ขึ้นมาเพื่อรองรับการลงทุนครั้งนี้ ซึ่งได้แก่ พื้นที่ทางสามจังหวัดที่มีเนื้อที่เขตติดชายฝั่งทะเลของประเทศ อันได้แก่ จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี และ จังหวัดระยอง

ซึ่งการลงทุนให้เขตพวกนี้เป็นเขตเทคโนโลยีใหม่ นี้จะต้องใช่เวลาในขั้นตอนตามแผนแรกเป็นเวลาทั้งหมดสิบปีด้วยกัน ซึ่งจะประกอบไปด้วยการพัฒนาเหล่าเทคโนโลนีที่เป็ร “อุตสาหกรรมหลักที่ตั้งเป้าไว้ก่อน” ได้แก่ ภาคชีวะเคมี ภาคทางการแพทย์ และภาคการท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน ร่วมด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีชนิดใหม่อย่าง อุตสาหกรรมรถยนตร์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนอะไหล่ด้วยเช่นกัน โดยทางรัฐบาลไทยเสนอการลงภาษีภาคอุตสาหกรรมให้มากถึง 15 ปี ด้วยกันถ้าการลงทุนนั้นส่งผลดีกับประเทศ

สำหรับทางรัฐบาลไทยนั้นคิดว่าต้องใช้งบมากถึง 1.5 พันล้านบาทด้วยกัน (5 พันล้านเยน) สำหรับภาครัฐและเอกชนเอง ในการพัฒนาหรือต่อเติมพื้นที่เขตอุตสหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ให้พื้นที่ที่ทำสัญญา เพื่อให้ทันแผนดังกล่าวในช่วงระยะเวลาแผนห้าปีแรกของการลงทุน เช่น การต่อขยายสนามบินอู่ตะเภา ที่แต่เดิมนั้นเป็นสนามบินกึ่งพลเรือนและทหาร ให้กลายเป็นสนามบินขนาดใหญ่ลำดับสามของประเทศที่สามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึงปีละ 60 ล้านคนก่อนปี 2032 ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนว่าจะสามารถรองรับได้เพียงแค่ 3 ล้านคนต่อปีเท่านั้น

โดยทางรัฐบาลเองได้เน้นแผนการลงทุนกับทางญี่ปุ่นในเรื่องของ “การเป็นอุตสาหกรรมที่เชื่อมต่อกันถึงกัน” นั้นเป็นแนวคิดหลัก โดยการตั้งเป้าอัพเกรดภาคธุรกิจต่างๆ ที่มีในประเทศให้เกิดความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นด้วยการเชื่อมเข้าเป็นเครือข่ายเดียวกัน ซึ่งท่ายนายยกยังได้กล่าวทึ้งท้ายอีกว่า ถ้าบริษัทไทยและญี่ปุ่นร่วมมือกันแบบนี้นั้นจะทำให้พวกเรานั้นเป็นหนึ่งเขตอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชั้นสูงในเอเซียเลยทีเดียว

ซึ่งทางการไทยเองก็คาดหวังให้เป็นแบบนั้นเช่นกัน ดั่งที่จะเห็นจากตัวอย่างได้ในเหล่าสมาชิกคณะกรรมธิการหอการค้าไทย-ญี่ปุ่น เองนั้นซึ่งประกอบด้วยสมาชิกที่เป็นชาวญีุ่่นมากถึง 1748 คน นับจากเดือนเมษายนที่ผ่าน ซึ่งนี่เองทำให้ประเทศญี่ปุ่นเป็นชาติหลักที่สำคัญในการลงทุนต่างๆ ในประเทศแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้

อีกทั้งความเข้มแข็งอิทธิพลของเหล่าชาติอาเซียนที่นับวันเริ่มมีบทบาทมากขึ้น ทำให้ญี่ปุ่นเล็งเห็นว่านี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่เราควรจะเพิ่มการลงทุนในประเทศพวกนี้ให้มากยิ่งขึ้น

เหมือนกับที่ทางจีนและไทยได้เริ่มมีการเจรจาตกลงก่อสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูงระหว่างกรุงเทพและนครศรีธรรมราชในเดือนตุลาคมนี้ ตามนโยบายที่ว่า “One Belt, One Road” ของทางจีน และเช่นเดียวกันที่ญี่ปุ่นและไทยนั้นก็ได้ตกลงเช่นกันในปี 2016 ในเรื่องของการสร้างทางรถไฟชินกันเซนเชื่อมต่อระหว่างกรุงเทพและเชียงใหม่เป็นระยะทางกว่า 700 กิโลเมตรที่จะเริ่มก่อสร้างในช่วงต้นปี 2018 นี้อีกด้วย

“ครั้งหนึ่งไทยเราเคยมีเศรษฐกิจที่เข้มแข็งจากรากฐานโรงงานผลิตรถยนตร์ของญี่ปุ่นทั้งหลาย แต่ตอนนี้โลกกำลังเปลื่ยนไปเนื่องจากเศรษฐกิจที่พัฒนาและแบรนด์ที่เข็มแข็งมากยิ่งขึ้นของประเทศจีน และ เกาหลีใต้” ผอ. กรมการส่งออกเอเซียตะวันออกของไทยได้กล่าวเอาไว้

“ยกตัวอย่างง่ายๆ เลย เช่น โทรศัพท์มือถือทุกวันที่เราใช้กันนี้ เราได้ยินแต่แบนด์ดังๆ อย่าง Oppo, Huawei ที่ล้วนมาจากจีนกัน และยังมี Sumsung จากเกาหลีใต้อีก แต่ไหนเรายังไม่เคยได้ยินยี่ห้อจากทางประเทศญี่ปุ่นบ้างเลย” เขาพูดเสริมอีก

ด้วยเหตุนี้ดูเหมือนว่าจะทำให้ทางญี่ปุ่นเองเสียทิศทางในการลงทุนกับไทยในรอบหลายๆ ปีที่ผ่านมาเชียว

โดยปีก่อนนั้นทางญี่ปุ่นเองก็เหมือนได้มีการลงทุนในประเทศเราเป็นจำนวนเงินถึง 79.6 หมื่นล้านบาทด้วยกัน ตามที่ องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น(Japan External Trade Organization.)ได้บอกเอาไว้ แต่ถ้าคิดจากงบเมื่อปี 2012 เองนั่นก็ดูเหมือนกับว่าหายไปเหลือเพียงแค่ 23 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น จากที่เคยลงทุนไว้ในประเทศนี้มากถึง 348.4 พันล้านบาท เมื่อปีดังกล่าวนั้น

โดยทางญี่ปุ่นเองก็คิดว่าอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการลงการลงทุนลงเป็นเพราะการที่ประเทศไทยนั้นกำลังติดอยู่กับการเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางขึ้น ที่มาจากการที่คนส่วนมากของประเทศนั้น มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวที่มากยิ่งขึ้น ซึ่งสวนทางกับการลงทุนที่น้อยลงทางเศรษฐกิจของต่างชาติ ที่ยังคงต้องการหาแรงงานในราคาที่ต่ำอยู่ รวมทั้งที่ประชาชนในประเทศนี้เองกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งสวนทางกับการเติบโตของประชากรเช่นเดียวกัน

นอกจากนั้นยังเป็นเพราะคู่แข็งของประเทศไทยในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้เอง อย่าง ประเทศเวียตนาม ที่ดูเหมือนตอนนี่จะมีค่าแรงที่ถูกกว่าประเทศไทยไปซะแล้ว ซึ่งถ้าคิดจากตัวเลขทางเศรษฐกิจในประเทศนั่น เวียตนามเองนั้นเติบโตถึง 6.21 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งต่างจากไทยอยู่ที่ 3.2 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2016 ตัวเลขดังกล่าวจากกระทรวงต่างประเทศ

ทางการรัฐบาลไทยเองก็หวังว่าแผนการลงทุนที่ว่านี้จะทำให้เกิดการกระตุ้นทางเศรษฐกิจให้กับประเทศมากยิ่งขึ้น
โดยในงานวันที่สองทั้งสองชาติได้ลงนามในข้อตกลงร่วมกันเป็นจำนวนถึงเจ็ดฉบับที่ว่าด้วยเรื่องของการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งจะเริ่มต้นในเดือนมิถุนายนปีหน้าตามสัญญา
ซึ่งในงานแถลงข่าว คุณเซโกะและรองนายกรัฐมนตรี ท่านสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ผู้ซึ่งเป็นคนสำคัญในการวางทิศทางเศรษฐกิจของประเทศแถลงว่าด้วยบริษัทที่จะเข้าไปลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษใหม่นี้ทั้งสองฝ่ายจะได้ผลประโยชน์อย่างแน่นอน

“สำหรับประเทศไทยนับเป็นเป็นประเทศที่สำคัญยิ่งเหล่าในอาเซียนด้วยกัน เนื่องจากการเชื่อมต่อทางธุรกิจของลุ่มแม่น้ำโขงในอนาคตที่จะเป็นปัจจัยสำคัญของเศษรฐกิจ” ทั้งนี้คุณเซโกะ ยังได้กล่าวต่ออีกว่า “ทั้งนี่เรายังมีบริษัทญี่ปุ่นอีกมากมายที่กำลังจะตามมาในอนาคต ซึ่งล้วนแต่เป็นตัวช่วยสำคัญในด้านเศรษฐกิจของประเทศให้มีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้นไทย เหมือนเช่นที่เคยเกิดขึ้นในกับประเทศนี้เมื่อก่อน”
ด้วยคำตอบเหล่านี้ทำให้ ท่านสมคิด กล่าวตอบอีกว่า เราสองประเทศนั้นว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะร่วมกันช่วยสร้างบุคลากรและธุรกิจในเขตอุตสาหกรรมนี้ ซึ่งมีขั้นตอนอย่างใดนั้น เราสองประเทศคงต้องหารือเพิ่มเติมกันในอีกอนาคตอันใกล้แน่นอน

อีกทั้งท่านยังกล่าวต่ออีกว่า “ทางไทยเห็นว่าไม่ใช่่แค่เรื่องเฉพาะทางการค้า การลงทุน หรือ การท่องเที่ยว เท่านั้น สำหรับการฑูตญี่ปุ่น เรามองเห็นญี่ปุ่นนี้มีความสัมพันธ์ที่อยู่ในระดับรากลึก และ ยังถือว่าเป็นประเทศพันธมิตรอันเหนี่ยวแน่นสำหรับประเทศไทยเราเองมาอย่างเนินนาน ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเกิดมาแล้วถึง 120 ปีด้วยกันและยังสามารถย้อนกลับไปไกลมากถึง 600 ปีย้อนหลังได้อีกด้วย”
“และช่วงเวลานี่เองเป็นเวลาการตัดสินใจครั้งสำคัญสำหรับประเทศไทยเอง ซึ่งไม่มีเหตุผลใดๆ เลยที่ประเทศญีุ่่นเองก็ห้ามพลาดโอกาศอันดีที่จะเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งดีๆ แบบนี้เช่นเดียวกัน ” คณสมคิดกล่าวทึ้งท้ายเอาไว้

ต่อจากนั้น คุณ โตชิย่า มัตซูโอะ(Toshiya Matsuo) ประทานบริษัท Transcosmos (Thailand) จำกัด ได้กล่าวเสริมอีกว่า “ประเทศไทยนับว่าเป็นประเทศหลักที่สำคัญในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้นี้แบบไม่ต้องสงสัยใดๆ ทั้งสิ้น และด้วยการส่งเสริมจากเราในภูมิภาคนี้ย่อมจะช่วยให้ธุรกิจของเราเกิดการโตโตได้ดีในภูมิภาคนี้อย่างแน่นอน”
ซึ่งทางบริษัทของเราเองนั้นเป็นบริษัทที่เกี่ยวกับการบริการอินเตอร์เนตที่เริ่มมาลงทุนในประเทศนี้ตั้งแต่ปี 2008. โดยปีนี้เองทางบริษัทเราก็จะเปิดตัวบริการ e-commerce ใหม่ๆ ในประเทศนี้และตามด้วยประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ก่อนใคร เพราะเราเล็งเห็นว่าประเทศไทยนี้มีพื้นฐานด้านเศรษฐกิจที่เข้มแข็งมาก่อนอยู่แล้ว และยังเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงในการลงทุนน้อยที่สุดในแถบนี้ด้วยเช่นกัน”
“และเรายังหวังด้วยว่าการบริการด้านออนไลน์และการลงทุนต่างๆ ของเราในอนาคตนั้นจะได้ตอบโจทย์กับที่ทางรัฐบาลไทยได้วางนโยบาย อย่างเช่น ประเทศไทย 4.0 ด้วยเช่นกัน”
และยังมีอีกท่านนึงที่จะกล่าวเกี่ยวกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจ คือ คุณเอนเดะ ทากะ(Enrei Taka) ผู้ซึ่งเป็นทันตแพทย์จากเมืองฟุกุโอกะที่เริ่มทำธุรกิจบรษัท Yu-Ki Co. อันเป็นบริษัทอาหารปลอดแบททีเรีย ที่เล็งเห็นว่าประเทศไทยนี้เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดีสำหรับธุรกิจของเธอ “ดูเหมือนว่าทางรัฐบาลไทยจะทำงานอย่างหนักที่จะโปรโมตแผนพัฒนาเศรษฐกิจอันนี้เป็นอย่างมาก ซึ่งฉันคิดว่าตอนนี้แหละคือโอกาสที่ดี”

ปัญหาการขาดแรงงานของโรงงานญี่ปุ่นที่ดูเหมือนจะยิ่งเลวร้ายลง

Posted on by 0 comment

หลากหลายบริษัทในภาคอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นนั้นดูเหมือนเกิดปัญหาการขาดแคลนแรงงานอย่างหนักขึ้นในประเทศในรอบหลายศตวรรษ ซึ่งทั้งนี้หลายๆ บริษัทนั้นต่างก็หาวิธีแปลกๆ มาใช้ในการรับคนเพิ่มเข้าทำงานไปในส่วนที่ขาดแคลนอย่างเร่งรีบ

ทำงานในญี่ปุ่น
เมื่อเร็ว ๆ นี้ญี่ปุ่นมีงานจำนวนมากสำหรับชาวต่างชาติรวมถึงคนไทย
https://www.careerlink.asia/

ทำงานบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทย
https://www.careerlink.co.th/category/ภาษาญี่ปุ่น/154

ด้วยวิธีแปลกๆ อย่างเช่น การรับสมัครเหล่าแม่บ้านหรือคนที่เกษียนไปแล้วให้กลับมาทำงานอีกครั้งหนึ่ง ด้วยการชักจูงด้านรายได้ที่ให้มากกว่าแต่ก่อน ซึ่งบางที่นั้นก็เหล่านายจ้างก็ยังยอมข้อเสนอต่างๆ ให้กับคนเหล่านี้ เพื่อที่จะต้องยอมให้พวกเขากับเข้าทำงานอีกครั้งนึง อย่างเช่น ยอมลดเวลาเข้างานลง หรือ ยอมลดการขยายแผนงานในอนาคตของบริษัทอื่นๆ เช่นเดียวกัน เป็นต้น

ถึงแม้ประเทศญี่ปุ่นเองจะมีเปอร์เซ็นต์ของผู้ว่างงานของผู้มีอายุต่ำกว่า 23 ปี อยู่ที่ 2.8 เปอร์เซ็นต์ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา อันเนื่องจากเศรษฐกิจที่เข้มแข็งของประเทศมาแต่ก่อนและจากเหล่าคนวัยทำงานที่ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนว่าพวกเขาเหล่านี้จะเริ่มแก่ตัวมากยิ่งขึ้นซึ่งมีเป็นจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้ทำให้ประชากรส่วนมากของประเทศนี้กลายมาเป็นสังคมผู้สูงอายุในที่สุด

และเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ธนาคาร “Tankan” ซึ่งเป็นธนาคารหนึ่งของประเทศญี่ปุ่นได้ทำการสำรวจในเรื่องของคนงานในรอบไตรมาสของปี ซึงผลลับแสดงออกมาว่า อัตราส่วนของการขาดคนงานนั้นมีมากกว่าปลดคนงานซะอีก โดยสถานการณ์เช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาก่อนแล้วเมื่อปี 1992 แต่ครั้งนี้มากลับดูแย่กว่าซะอีก

และด้วยวิกฤตการขาดคนงานเช่นนี้ย่อมจะส่งผลให้เกิดการชะลอตัวทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศร่วมด่วยภาคส่วนอื่นๆ ก็จะได้รับผลกระทด้วยเช่นกัน โดยท้ายสุดแล้วนี่จะทำให้ประเทศญี่ปุ่นนั้นสูญเสียช่วงโอกาสต่างๆ ทางเศรษฐกิจต่อไปในอีกอนาคตได้

อย่างที่เคยเกิดขึ้นอย่างเช่น ในห้าง Sun Mall ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของกรุงโตเกียว ด้วยเหตุวิกฤตการขาดคนงานในประเทศนี้ทำให้ ผู้เช่าหลายรายนั้นลดขนาดของร้านลง หรือ มีแม้แต่ปิดตัวลงไปเนื่องจากหาพนักงานมาทดแทนไม่ได้ และยังมีอีกถึงกลับว่า ร้านสปาแห่งใหม่ที่กำลังจะเปิดในอีกไม่กี่เดือนต่อจากนี้ ได้เลื่อนกำหนดการเปิดออกไปอีกไกล เนื่องจากปัญหาการขาดคนเช่นเดียวกัน ข้อมูลโดยคุณ เซต ซัลคิน (Seth Sulkin) ประทานบริษัทและซีอีโอของห้างดังกล่าวได้กล่าวถึงเหตุการณ์ผลกระทบของวิกฤตนี้กับทางเรา

ทั้งนี้เขายังได้กล่าวผลกระทบจากนี้อีกว่า “และดูเหมือนว่าจำนวนคนที่กำลังหางานพาร์ทไทม์นั้นจะลดลงอย่างรวดเร็วลงด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะในเขตนอกเขตกลางเมืองโตเกียวเป็นจำนวนมาก” เขายังกล่าวต่ออีกว่า “ถึงแม้เราเปลื่ยนตำแหน่งให้เป็นพนักงานประจำแล้วก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาก็ไม่สนใจแต่อย่างใด”

“แต่ก่อนในโตเกียวนี่เราหาคนทำงานได้เสมอ แต่ตอนนี้มันไม่ง่ายเหมือนอย่างนั้นแล้ว เช่นที่เกิดขึ้นในห้างของเราอย่างห้างชิบะ ซึ่งผมว่ามองว่าปัญหาของมัน คือ สถานที่ที่ตั้งนั่นล่ะ คือ มันมีคนอยู่น้อยเกินไปตอนนี้”

ตั้งแต่แม่บ้านยันคนเกษียณ

ตอนนี้ดูเหมือนว่าเศรษฐกิจของประเทศนี้ตอนนี้กำลังต้องการรับทุกคนที่อยากจะทำงาน ณ ตอนนี้อย่างเร่งด่วนที่สุด ถึงขนาดที่ว่าบริษัทหลายๆ บริษัทนั้นต้องหาผู้สมัครประเภทใหม่ๆ กันเลยทีเดียวเชียว

อย่างเช่นร้านแมคโดนัลและแฟมิลี่มาร์ทของญี่ปุ่นนั้น ต่างต้องการหาแรงงานใหม่ๆ อย่างเร่งด่วน ด้วยการตั้งเป้าพนักงานใหม่ที่นอกเหนือจากคนหนุ่มสาว โดยการตั้งเป้าให้เปิดรับสมัครแม่บ้านมาทำงานพาร์ทไทม์กันให้มากยิ่งขึ้น

จากการสำรวจแบบสอบถามวิจัยสำหรับแม่บ้านทั้ง 4000 คนของประเทศนี้มี ซึ่งมีมากกว่าครึ่งนั้นอยากที่จะทำงานแต่ก็ทำไม่ได้เพราะไม่มีงานรองรับหรือเหมาะสมสำหรับพวกเธอได้ และพวกเธอก็ยังกังวลเกี่ยวกับเวลาในการทำงานที่อาจส่งผลกระทบกับหน้าที่ความรับผิดชอบต่างๆ ที่บ้านได้

ด้วยเหตุนี้ทำให้หลายๆ บริษัทได้ปรับปรุงเงื่อนไขการทำงานของพนักงานของตนให้ดึงดูดน่าสนใจให้มากยิ่งขึ้น อย่างเช่นที่ บริษัท เดาเตอร์ นิชเชียร์ส โฮลดิ่ง จำกัด (Douter Nichires Holdings Co ltd), ได้ให้มีการจ่ายเงินชดเชยสำหรับพนักงานชั่วคราวด้วย ซึ่งไม่ใช่เรื่องปรกติเลยในประเทศนี้ ที่จะมีบริษัทยอมทำเช่นนี้ในประเทศที่มีความแตกต่างกันมากเหลือเกินระหว่างพนักงานประจำและถาวร

ร้านอาหารบางร้าน อย่างเช่น บริษัท รอยัล โฮลดิ่ง จำกัด (Royal Holdings Co ltd) หรือ แมคโดนัลในประเทศนั้น เริ่มที่จะยกเลิกการบริการตลอดทั้งวันแล้ว แต่บางบริษัทก็ยังยึดถือมั่นและยังคงภูมิใจที่ยังเปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อให้ลูกค้าทุกคนและทุกเวลานั้นยังใช้บริการอยู่ แม้ในวิกฤตเช่นนี้ก็ตาม

และผลสำรวจจากรอยเตอร์เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมายังบอกเราอีกด้วยเช่นกันว่า บริษัทมากกว่า 80 % นั้นเห็นว่าวิกฤตการขาดคนงานตอนนี้จะส่งผลให้การบริการต่างๆ ทีืกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตนั้นจำเป็นต้องลดลงไปเพื่อรับมือวิกฤตดังกล่าว ซึ่งก็มีความพยายามบ้างเพื่อที่จะแก้ปัญหานี้โดยเปิดการคิดการแก้ปัญหาร่วมกันแต่ผลลัพธ์ดูเหมือนว่ามันจะไม่ช่วยอะไรได้มากเท่าไรนัก

เดือนมีนาคมที่ผ่านมานั้น บริษัทจัดหางานอย่าง Fullcast Holdig Co Ltd ได้ตั้งเป้าหมายว่าต้องมีผู้หางานที่อายุมากกว่า 60 ปีให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งตอนนี้ก็มีแล้วอยู่ถึง 2000 คนด้วยกันที่ได้ลงประวัติกับทางเราแล้ว ซึ่งบริษัทหลายๆ ที่นั้นก็ดูว่าจะหางานที่เหมาะสมกับพวกเขาไม่ได้เลย คุณยาซึฮิโร ซูมิ ประทานบริษัทดั่งกล่าวได้บอกกับเราไว้ เขายังกล่าวต่ออีกว่า “ถ้ามีตำแหน่งงานสักที่ ที่ใกล้บ้านและทำงานน้อยๆ สำหรับพวกเขาให้เลือกแล้วล่ะก็ เรามีผู้สมัครที่เหมาะสมเพียบเลยล่ะ” เขากล่าว

หลายบริษัทเลยเมื่อเกิดวิกฤตเช่นนี้ก็ลังเลที่จะขึ้นค่าแรงแก่พนักงานของตน เพราะพวกเขาก็ไม่อยากไปเก็บกับราคาสินค้าที่ต้องต้องเพิ่มขึ้นตามด้วยเช่นกัน ซึ่งพวกลูกค้าต่างก็คุ้นเคยกับราคาคงที่แบบนี้มานานเกือบสองทศวรรษแล้ว

“ดูเหมือนว่าการแก้ปัญหาการขาดคนอย่างมาก ณ ตอนนี้ ด้วยการเพิ่มค่าสินค้า ค่าแรงต่างๆ นี้คงไม่ใช่วิธีแก้ไขอย่างถูกวิธีหรอกครับ” กล่าวโดย คุณฮิเดะโอะ คุมาโนะ (Hideo Kumano) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำสถาบันวิจัยไดอิจิ (Dai-ichi Life Research Institute)